Thursday, July 28, 2005

ทำยังไงเมื่อวันหนึ่ง คนรักกลายเป็นคนแปลกหน้า

ก่อนเคยคุยกันหวานชื่น กลับกลับเฉยชา
ก่อนเคยโทรหากันทุกเวลา กลับเมินเฉย
ก่อนเป็นห่วงทุกเวลา กลับละเลย
ก่อนน้ำเสียงคุ้นเคย กลับแปลกไป

ก่อนเล่าเรื่องแต่ละวัน กลับนิ่งหยุด
ก่อนหัวเราะกันสุดสุด กลับเงียบหาย
ก่อนร้องไห้ปลอบประงม กลับดูคลาย
ก่อนเป้าหมายแบ่งปันกัน กลับทางใครทางมัน

ก่อนมีเรื่องเศร้าคอยฟังอยู่ กลับไม่สน
ก่อนคิดถึงเป็นคนแรก กลับไม่เป็นแม้แต่คนสุดท้าย
ก่อนเคยรัก กลับไม่รักอีกต่อไป
ก่อนสดใส กลับหมองเศร้าเคล้าน้ำตา

ก่อนนี้จะไม่รู้ทำอย่างไร
จึงจะแก้เขาได้ให้เหมือนเก่า
ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนเขาได้อย่างใจเรา
อยากให้เขาเป็นอย่างเดิมที่รักกัน

แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วแก้ไม่ได้
ก็ใจใครจะบังคับตามคำสั่ง
จะเปลี่ยนใจเขาไม่ได้ต้องระวัง
แม้ใจเรายังไม่อาจยั้งให้หยุดรักเขาเลย

เป็นมนุษย์ หรือเป็นคน

บันทึกจากสวนโมกข์

สืบเนื่องมาจากความทุกข์ที่เข้ามาโถมประทังเข้ากับชีวิตเล็กๆชีวิตนี้...
เหมือนพายุที่โหมกระหน่ำเข้าสู่กระท่อมหลังเล็กๆ ที่ต้านแรงลม
ทำทีท่าว่า ถ้าแรงกว่านี้ มีหวังต้องล้มแน่ๆ

เราถึงกับต้องหนี... หนีออกไปตั้งหลัก
เพื่อที่จะกลับมาเป็นต้นไม้ ผู้สามารถพลิ้วไหวตามแรงลมได้

ด้วยเหตุอันเกื้อหนุนกันหลายประการ ทำให้ช่วงปล่ายเดือนกรกฎาคม
เหมาะแก่การหนี อันด้วย
1. นายไม่อยู่ (หนูร่าเริง)
2. เป็นเดือนเกิดของแฟนเก่า ถือโอกาสแผ่ส่วนกุศลให้ด้วย

7-days in Suan-Mokkh (ฟังคล้ายๆ 7-years in Tibet มั้ย)
ได้อะไรกลับมามาก...แต่ไม่หนัก
นับเป็นครั้งแรกที่มีความประทับใจมากที่สุดครั้งหนึ่ง และดีใจว่า
ในช่วงชีวิตนี้ เราได้ไปประสบกับสิ่งที่ประเสริฐที่สุดและเป็นเหมือน
ได้ดวงตาใหม่สำหรับชีวิตที่เดิมบอดสนิท

"กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง"

ที่สวนโมกข์จึงสอนให้เรารู้จักตนเอง รู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง
ทำให้เราสามารถเปิดใจที่จะยอมรับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต

สอนให้รู้ว่าการปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้อง ที่เหมาะสม จะไม่นำมาซึ่งความเดือดร้อน
และวุ่นวาย

ที่นี้จึงได้ฝากสิ่งที่สำคัญที่สุดแก่ผู้มาอบรมนั่นคือ "สติ" อันจะเป็นเครื่องมือที่
จะทำให้เรารู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น

ปัญญา - ศีล - สมาธิ

หลักง่ายๆ ที่ได้เรียนตั้งแต่ชั้นประถม หากแต่ไม่เคยเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
วันนี้เองที่เรารู้สึกภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย และได้รู้จักกับพุทธศาสนา

สารจากสวนโมกข์



“พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย
แม้ร่างกาย จะดับไป ไม่ฟังเสียง
ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง
นั่นเป็นเพียง สิ่งเปลี่ยนไป ในเวลา

พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย
ถึงดีร้าย ก็จะอยู่ คู่ศาสนา
สมกับมอบ กายรับ ใช้มา
ตามบัญชา องค์พระพุทธ ไม่หยุดเลย

พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย
อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ ไม่หยุดเฉย
ด้วยธรรมโฆษณ์ ตามที่วาง ไว้อย่างเคย
โอ้เพื่อนเอ๋ย มองเห็นไหม อะไรตาย

แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว
แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย
ว่าเคยพรอด กันอย่างไร ไม่เสื่อมคลาย
ก็เหมือนฉัน ไม่ตาย กายธรรมยัง

ทำกับฉัน ยังกะฉัน นั้นไม่ตาย
ยังอยู่กับ ท่านทั้งหลาย อย่างหนหลัง
มีอะไร มาเขี่ยไค้ ให้กันฟัง
เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง

ทำกับฉัน ยังกะฉัน ไม่ตายเถิด
ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง
ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแจ้ง
ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกัน”

--พุทธทาส อินทปัญโญฺ ภิกขุ--

Monday, July 18, 2005

fon-lao-leing Posted by Picasa

Saturday, July 16, 2005

Openness

Being open means being free to do whatever is called for in a given situation. Because you do not want anything for the situation, you are free to act in the way genuinely appropriate to it. And similarly, if other people want something from you, that may be their problem. You do not have to try to ingratiate yourself with anyone. Openness means being what you are. If you are comfortable being yourself, then an environment of openness and communication arises automatically and naturally. We do not need to fit ourselves into spacial roles and environments.

-- Chogyam Trungpa Rinpoche --